ลักษณะของกฎหมาย ข้อที่ 2
กฎหมายที่เป็นเครื่องมือควบคุมคนในสังคมนั้นต้องเป็นข้อบังคับออกจากรัฐ
ข้อพิจารณาถึงลักษณะความสมบูรณ์ของกฎหมายที่เป็นเครื่องมือควบคุมคนในสังคมนั้นต้องเป็นข้อบังคับออกจากรัฐ ซึ่งข้อบังคับนั้นไม่ใช่มาจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ต้องมาจาก “รัฐ” (State) มาจากองค์กรที่มีอำนาจสูงสุด คำว่า “รัฐ” หมายถึง สังคมมนุษย์ที่รวมกันแบบชุมชนและรวมตัวแบบสมาคมผูกพันกัน อยู่ติดกับดินแดนส่วนใดส่วนหนึ่งของโลกมีการปกครองภายใต้อำนาจอธิปไตยของตนเองไม่ตกอยู่ในอำนาจอธิปไตยของรัฐอื่น มี “สภาพเป็นนิติบุคคลมหาชน”มีสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายโดยมอบให้ บุคคลธรรมดา คณะบุคคล นิติบุคคลทำการแทนในนามรัฐ คือ “ผู้ปกครอง”(Potentate) ในฐานะ “รัฏฐาธิปัตย์”(Sovereignty)
เมื่อพิจารณาศึกษากฎหมายที่เป็นเครื่องมือควบคุมคนในสังคมต้องเป็นข้อบังคับที่ออกจากรัฐ โดยรัฏฐาธิปัตย์นี้จะพบว่า รัฏฐาธิปัตย์จะมีอยู่ 2 ลักษณะ ในการออกกฎหมายที่เป็นเครื่องมือของรัฐควบคุมคนในสังคม คือ รัฏฐาธิปัตย์ที่ได้อำนาจตามวิถีทางรัฐธรรมนูญกับรัฏฐาธิปัตย์ที่ได้อำนาจนอกวิถีทางรัฐธรรมนูญ ดังนี้
1. รัฏฐาธิปัตย์ที่ได้อำนาจตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ จะพบว่า รัฏฐาธิปัตย์ลักษณะนี้มาจากความยินยอมพร้อมใจของคนส่วนใหญ่ส่งตัวแทนขึ้นไปปกครองตามวิถีทางรัฐธรรมนูญภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย เข้าไปใช้อำนาจตามที่รัฐธรรมนูญได้อำนาจไว้ ซึ่งเรียกว่า “อำนาจที่ได้รับมอบจากรัฐธรรมนูญ”ออกกฎหมายที่เป็นเครื่องมือของรัฐควบคุมคนในสังคมใช้บังคับกับคนในสังคม คือ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” หรือ “รัฐสภา” (Parliament) ตาม “หลักการแบ่งแยกอำนาจ” (Separation of Powers) ซึ่งรัฏฐาธิปัตย์ที่ได้อำนาจตามวิถีทางรัฐธรรมนูญที่สำคัญที่สุดในการปกครองระบอบประชาธิปไตย (Democracy) และคนส่วนใหญ่ในสังคมแสวงหา คือ การแต่งตั้งกับการเลือกตั้ง ดังนี้
1) รัฏฐาธิปัตย์ที่ได้อำนาจมาจาก “การแต่งตั้ง”(Appointment) ซึ่งรัฏฐาธิปัตย์ที่ได้อำนาจมาจากการแต่งตั้งนั้นมีหลายวิธีด้วยกัน รัฐธรรมนูญบางประเทศกำหนดวิธีแต่งตั้ง ขั้นตอนการแต่งตั้งและผู้มีอำนาจแต่งตั้งอย่างชัดเจน เช่น ประเทศสเปน ประเทศอินเดีย ประเทศแคนาดา ประเทศฟิจิ เป็นต้น แต่รัฐธรรมนูญบางประเทศก็กำหนดไว้กว้างๆ เพียงว่า การแต่งตั้งเป็นอำนาจของใคร ส่วนขั้นตอนในการได้มา ซึ่งสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติหรือสมาชิกรัฐสภาประเภทนี้อาจมีกระบวนการต่างๆโดยพฤตินัยได้ ปกติแล้วผู้มีอำนาจแต่งตั้งก็คือ ประมุขของรัฐ
2) รัฏฐาธิปัตย์ที่ได้อำนาจมาจากการเลือกตั้ง (Election) ซึ่งรัฏฐาธิปัตย์ที่ได้อำนาจมาจากการเลือกตั้ง เมื่อพิจารณาศึกษาถึงระบบการเลือกตั้งจะพบว่ามีหลายระบบด้วยกัน แต่อย่างไรก็ตาม “ระบบการเลือกตั้ง” (Election System) ที่ใช้บังคับอยู่จริง อยู่ 3 ระบบใหญ่ ๆ คือ การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก การเลือกตั้งระบบสัดส่วน และการเลือกตั้งแบบผสม
ดังนั้นสรุปได้ว่า “รัฏฐาธิปัตย์”(Sovereignty) ที่ได้อำนาจตามวิถีทางรัฐธรรมนูญภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยจะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ที่“รัฐธรรมนูญ” (Constitution) กำหนดที่มาของการได้อำนาจในการกฎหมายที่เป็นเครื่องมือของรัฐควบคุมคนในสังคมใช้บังคับปกครองประเทศและใช้อำนาจตามขอบเขตของรัฐธรรมนูญที่ได้ให้อำนาจนั้นไว้ตาม “หลักการแบ่งแยกอำนาจ” (Separation of Powers) ภายใต้การปกครอง “แบบนิติรัฐ”(Legal State) ที่ยึด “หลักนิติธรรม”(The Rule of Law)
2. รัฏฐาธิปัตย์ที่ได้อำนาจนอกวิถีทางรัฐธรรมนูญ รัฏฐาธิปัตย์ (Sovereignty) ที่ได้อำนาจนอกวิถีทางรัฐธรรมนูญมาจากการใช้กำลังเข้าอำนาจปกครองออกกฎหมายเครื่องมือของรัฐมาควบคุมคนในสังคม ซึ่งรัฏฐาธิปัตย์ที่ได้อำนาจนอกวิถีทางรัฐธรรมนูญ จะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ รัฏฐาธิปัตย์ที่ได้อำนาจมาจาก “การปฏิวัติ” กับ “รัฏฐาธิปัตย์” ที่ได้อำนาจมาจากการรัฐประหารในการออกกฎหมายใช้บังคับปกครองประเทศ มีข้อพิจารณาดังนี้
1) รัฏฐาธิปัตย์ที่ได้อำนาจมาจาก “การปฏิวัติ” (Revolution) ซึ่งการปฏิวัติ หมายถึง พฤติการณ์ในการเลิกล้มหรือล้มล้างระบอบการปกครองหรือรัฐบาลซึ่งครองอำนาจอยู่นั้นแล้ว โดยใช้กำลังบังคับแล้วสถาปนาระบอบการปกครองหรือจัดตั้งรัฐบาลใหม่ มีฐานะเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” (Sovereignty) การปฏิวัติจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยมีการเปลี่ยนแปลงตามระบบเดิม ซึ่งอาจยกเลิกใช้แบบใหม่รื้อโครงสร้างเดิมเป็นส่วนใหญ่ เช่น จาก “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” (Absolutemonarchy) เปลี่ยนเป็น “ระบอบประชาธิปไตย” (Democracy) เป็นต้น
ดังนั้นเมื่อมีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ต้องมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนั้นด้วยเพื่อให้มีหลักการและโครงสร้างการปกครองเปลี่ยนแปลงจากเดิมตามที่คณะปฏิวัติต้องการ และอาจออกกฎหมายมารับรองการกระทำของตนให้ชอบด้วยกฎหมายหรือชอบด้วยรัฐธรรมนูญในเวลาต่อมาหลังจากการทำปฏิวัติเรียบร้อย เป็นต้น
2) รัฏฐาธิปัตย์ที่ได้อำนาจมาจาก “การรัฐประหาร” (Coup d’ Etate) ซึ่งการรัฐประหาร หมายถึง การใช้กำลังอำนาจเข้าเปลี่ยนแปลงอำนาจของรัฐ ยึดอำนาจการปกครองของรัฐมาเป็นอำนาจของคณะรัฐประหาร มีฐานะเป็น “รัฏฐาธิปัตย์”(Sovereignty) ซึ่งการรัฐประหารเป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะเพียงรัฐบาล หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นการล้มล้างรัฐบาลที่บริหารปกครองรัฐในขณะนั้น แต่ไม่ใช่การล้มล้างการปกครองทั้งรัฐและไม่จำเป็นต้องมีการใช้ความรุนแรงหรือนองเลือดเสมอไป เมื่อคณะรัฐประหารเข้ามายึดครองอำนาจการปกครองประเทศจึงจำเป็นต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่กำหนดไว้ไม่ให้มีการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งการรัฐประหารจะมีความผิดในข้อหากบฏ
ดังนั้นเพื่อให้คณะรัฐประหารพ้นข้อหาของความผิดดังกล่าวที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตามความผิดนั้นก็ยังเป็นความผิดอาญาอยู่ จึงต้องมีการดำเนินการ เช่น การออก “กฎหมายนิรโทษกรรม”(Amnesty Law) หรืออาจกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเมื่อรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่หลังจากการรัฐประหารว่า “การกระทำของคณะรัฐประหารนั้นชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ”เป็นต้น
สรุปได้ว่า “รัฏฐาธิปัตย์”(Sovereignty) ที่มาจากการปฏิวัติหรือการรัฐประหาร ในขณะนั้นถือว่า มีอำนาจสูงสุดปกครองประเทศ สามารถใช้อำนาจนิติบัญญัติ (ตรากฎหมาย) อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการได้ ดังนั้นรัฏฐาธิปัตย์ในลักษณะนี้สามารถออกกฎหมายที่เป็นเครื่องมือของรัฐควบคุมคนในสังคมมาบังคับกับประชาชนและต่อมามีกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญได้รับรองกฎหมายที่มาจากการคณะปฏิวัติหรือรัฐประหารออกมาถือว่า “เป็นกฎหมายที่ชอบด้วยกฎหมายชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาถึงความสมบูรณ์ของกฎหมายเป็นข้อบังคับที่ออกจากรัฐควบคุมคนในสังคมที่สมบูรณ์ตามหลักการปกครองใน “ระบอบประชาธิปไตย” (Democracy) ได้นั้น จะต้องเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” ที่คนส่วนใหญ่ยินยอมพร้อมใจส่งตัวแทนด้วยวิธีการเลือกตั้งให้เป็นผู้ปกครอง ในฐานะ “รัฏฐาธิปัตย์ตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ” ที่คนส่วนใหญ่ยอมรับปฏิบัติตามร่วมกันซึ่งถือเป็นการปกครองโดยประชาชนของประชาชนและเพื่อประชาชน
ลักษณะของกฎหมาย 在 sittikorn saksang Facebook 八卦
ความหมายและลักษณะของกฎหมาย
1. ข้อความเบื้องต้น
ในบทนี้จะได้กล่าวถึงความหมายของกฎหมาย หมายถึงอะไร ทำไมสังคมต้องมีกฎหมาย ลักษณะทั่วไปของกฎหมายเป็นอย่างไร และมีความแตกต่างกับกฎเกณฑ์ความประพฤติของสังคมในประเภทอื่น เช่น หลักศีลธรรม ศาสนาและจารีตประเพณีอย่างไร
กฎหมายมีความสำคัญสำหรับสังคมอย่างยิ่ง กฎหมายเป็นเรื่องคู่กับสังคมตลอดมา คือ มีสังคมที่ไหนมีกฎหมายที่นั่น เป็นเพราะมนุษย์ต้องอยู่ร่วมกันเป็นสังคมและมนุษย์ปรารถนาที่จะสนองตอบความต้องการของตนและปกปักษ์รักษาตน การที่มนุษย์อยู่ร่วมกันและมีความปราถนาดังกล่าวนั้นเพื่อให้สังคมเกิดความสงบสุข จึงจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า กติกา ถ้าไม่มีกฎเกณฑ์หรือกติกา คนในสังคมก็จะทำอะไรตามอำเภอใจของตนเกิดความสับสนวุ่นวาย สังคมก็ไม่อาจอยู่เป็นสุขได้ จึงต้องมีการกำหนดกฎเกณฑ์หรือกติกาขึ้น มาเพื่อให้สังคมนั้นเป็นระเบียบเรียบร้อย
จะเห็นได้ว่ากติกาเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับทุกคนที่อยู่รวมกันเป็นเป็นกลุ่ม เป็นสังคมและผู้อยู่ในกลุ่มหรือสังคมนั้นจะต้องทราบ และต้องปฏิบัติตามกติกาเหล่านั้น ซึ่งเรียกว่า “กฎหมาย”
2. ความหมายของกฎหมาย
ความหมายคำว่า “กฎหมาย” มีความหมายอย่างไร นักปรัชญาและนักกฎหมายได้พยายามให้ความหมายไว้มากมาย อาทิเช่น
1) ฌอง ชาค รุสโซ (Jean Jacque Rousseau) นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส ได้กล่าวไว้ว่า กฎหมายคือ เจตจำนงของประชาชนในชาติ ซึ่งแสดงออกรวมกัน
2) โทมัส ฮ็อบส์ (Thomas Hobbes) นักปราชญ์ชาวอังกฤษ ได้ความหมาย กฎหมาย คือ หลักข้อบังคับความประพฤติ ที่บัญญัติขึ้น และบังคับ โดยผู้ทรงอำนาจอธิปไตย
3) จอห์น ออสติน (John Austin) นักปราชญ์ชาวอังกฤษได้กล่าว กฎหมายคือคำสั่งทั่วไปที่ผู้มีอำนาจเหนือสั่งต่อผู้อยู่ใต้อำนาจของตน ให้กระทำการหรือละเว้น ไม่กระทำการอย่างใด อย่างหนึ่ง ถ้าผู้ใดไม่ปฏิบัติความผู้นั้นย่อมต้องได้รับโทษ
4) กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย ได้อธิบายกฎหมาย คือ คำสั่งทั้งหลายของผู้ปกครองว่าการแผ่นดินต่อราษฎรทั้งหลาย เมื่อไม่ทำตามแล้วธรรมดาต้องรับโทษ
5) หลวงจำรูญเนติศาสตร์ ได้อธิบายว่ากฎหมาย ได้แก่ข้อบังคับว่าด้วยการปฏิบัติ ซึ่งผู้มีอำนาจของประเทศ ได้บัญญัติ
6) ประสิทธิ์ โฆวิไลกูล ได้อธิบายว่ากฎหมาย คือระเบียบ ข้อบังคับของสังคม ซึ่งมนุษย์เป็นผู้กำหนดขึ้นจะเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร(Statute)หรือกฎหมายจารีตประเพณี(Customary Law)เพื่อให้ใช้บังคับสมาชิกในสังคม
7) ความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 กฎหมายคือ กฎที่สถาบันหรือผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐตราขึ้นหรือที่เกิดขึ้นจากจารีตประเพณีอันเป็นที่ยอมรับนับถือเพื่อใช้ในการบริหารประเทศ เพื่อใช้บังคับบุคคลให้ปฏิบัติตามหรือเพื่อกำหนดระเบียบแห่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือระหว่างบุคคลกับรัฐ
กล่าวโดยสรุป กฎหมายคือ บรรดากฎเกณฑ์ที่สถาบันหรือผู้มีอำนาจสูงสุดในสังคมกำหนดแบบแผน ความประพฤติของบุคคลในความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน ทั้งนี้ โดยจุดมุ่งหมายให้คนในสังคมทีมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย และยุติธรรม โดยมีกระบวนการบังคับอย่างเป็นกิจจะลักษณะ กฎหมายเป็นเรื่องของกฎระเบียบแบบแผน เป็นเรื่องของเหตุผล เป็นเรื่องของคุณธรรม เป็นกติกาของสังคมมนุษย์ที่มีการจัดตั้ง เป็นเครื่องประสานประโยชน์ของมนุษย์ทุกคนที่อยู่รวมกันในสังคม
ดังนั้น กฎหมายต้องยุติธรรมเสมอไปหรือไม่ จะเห็นได้ว่าไม่เสมอไป แต่กฎหมายจะต้องเที่ยงธรรม และเมื่อมีปัญหาข้อขัดแย้งเกิดขึ้น กฎหมายต้องหาทางยุติโดยเที่ยงธรรม
เมื่อเข้าใจความหมายของกฎหมายแล้ว เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องนี้ยิ่งขึ้น จำเป็นต้องทราบถึงลักษณะของกฎหมายว่ามีอยู่อย่างไร ซึ่งจะพิจารณาดังต่อไปนี้
3. ลักษณะของกฎหมาย
ศาสตราจารย์ ดร. หยุด แสงอุทัย ได้อธิบายว่าถึงลักษณะของกฎหมายนั้นแยกออกเป็น 2 ประเภท คือกฎหมายตามเนื้อความ กับกฎหมายตามแบบพิธี
กฎหมายตามแบบเนื้อความ หมายถึง กฎหมายซึ่งบทบัญญัติมีลักษณะเป็นกฎหมายแท้คือ ได้แก่ข้อบังคับของรัฐ ซึ่งกำหนดความประพฤติของมนุษย์ถ้าฝ่าฝืนจะได้รับผลร้ายหรือถูกลงโทษ
กฎหมายตามแบบพิธี หมายถึง กฎหมายที่ออกมาโดยวิธีบัญญัติกฎหมาย ไม่ต้องคำนึงว่ากฎหมายนั้น เข้าลักษณะเป็นกฎหมายความเนื้อความหรือไม่ ตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี, พระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม เป็นต้น
กฎหมาย โดยปกติจะต้องมีทั้งสองลักษณะประกอบกัน กล่าวคือ เป็นทั้งกฎหมายความเนื้อความและกฎหมายความแบบพิธี เช่น ประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นต้น แต่ก็มีกฎหมายบางฉบับที่เป็นเฉพาะกฎหมาย
แบบพิธีเท่านั้น เช่น พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี แต่อย่างไรก็ตามมีนักนิติศาสตร์ ให้ความเห็นว่า กฎหมายที่แท้จริงคือ กฎหมายเป็นข้อกำหนดทั้งสิทธิและหน้าที่ ให้กับบุคคล กระทำหรืองดเว้นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้น กฎหมายจึงต้องมีลักษณะสำคัญ 4 ประการ ดังต่อไปนี้
3.1 กฎหมายเป็นข้อกำหนดแบบแผนความประพฤติของมนุษย์
กฎหมายเป็นข้อกำหนดแบบแผนความประพฤติของมนุษย์ ในความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน ซึ่งหมายความว่า กฎหมายเป็นข้อความที่กำหนดบังคับให้บุคคลกระทำการบางอย่างหรือห้ามบุคคลกระทำการบางอย่างหรืออนุญาตให้บุคคลกระทำการบางอย่าง
ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้บุคคลกระทำการบางอย่างก็ดีหรือห้ามมิให้กระทำการบางอย่างก็ดี เรียกว่า กฎหมายกำหนดหน้าที่ให้บุคคลปฏิบัติซึ่งมีหน้าที่ 2 ประการคือ หากบังคับให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งก็คือหน้าที่กระทำการ หากกฎหมายห้ามมิให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็คือ หน้าที่งดเว้นกระทำการ
ในกรณีที่กฎหมายกำหนดอนุญาตให้บุคคลกระทำการบางอย่างหรืออนุญาตให้บุคคลงดเว้นกระทำการบางอย่าง เรียกว่า กฎหมายให้สิทธิแก่บุคคล
3.2 กฎหมายต้องเป็นข้อบังคับของจากรัฐ
กฎหมายเป็นข้อบังคับของรัฐหรือเกิดขึ้นโดยรัฐาธิปัตย์หรือผู้มีอำนาจ ข้อบังคับนั้นไม่ใช่มาจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ต้องมาจากรัฐ มาจากองค์กรที่มีอำนาจสูงสุด คำว่า “รัฐ” หมายถึง ราษฎรซึ่งรวมอยู่ในอาณาเขตแห่งหนึ่งภายใต้ อำนาจอธิปไตยของตนเอง ไม่ตกอยู่ในอำนาจอธิปไตยของรัฐอื่น
3.3 กฎหมายเป็นข้อบังคับความประพฤติของมนุษย์อย่างเป็นกิจจะลักษณะ
กฎหมายเป็นข้อบังคับต้องกำหนดความประพฤติของบุคคลระหว่างกันและกันที่มีลักษณะทั่วไปซึ่งมีลักษณะบังคับอย่างเป็นกิจจะลักษณะ คือ การแสดงออกโดยการเคลื่อนไหวร่างกายหรือการงดเว้น การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างใดอย่างหนึ่ง ลำพังแต่จิตใจอย่างเดียวกฎหมายย่อมไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง และอันนั้นเองทำให้กฎหมายแตกต่างกับกฎเกณฑ์ความประพฤติของสังคมในประเภทอื่นเช่นข้อบังคับของศาสนาและศีลธรรมและจารีตประเพณี
3.4 กฎหมายเป็นข้อบังคับที่มีสภาพบังคับ
กฎหมายเป็นข้อบังคับถ้าฝ่าฝืนจะต้องได้รับผลร้าย หรือถูกลงโทษซึ่งเรียกว่า สภาพบังคับของกฎหมาย (Sanction) การที่กฎหมายผู้ฝ่าฝืนต้องมีสภาพบังคับ ย่อมเป็นการทำให้มนุษย์ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ผู้ฝ่าฝืนอ้างว่า ไม่รู้กฎหมายไม่ได้ สภาพบังคับที่เกิดขึ้นจากการฝ่าฝืนกฎหมายมี 2 ประเภท คือ
1. สภาพบังคับทางอาญาการทำให้ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามต้องได้รับทุกข์ทรมาน หรือต้อง
สูญเสียสิทธิและเสรีภาพบางอย่างบางประการเช่น สูญเสียเสรีภาพเพราะถูกจำคุกหรือกักขัง สูญเสียทรัพย์เพราะถูกริบทรัพย์สิน สูญเสียชีวิตเพราะถูกประหารชีวิตซึ่งเหล่านั้นคือโทษทางอาญา
2. สภาพบังคับทางแพ่ง การบังคับให้บุคคลที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการนั้น เพื่อให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากกฎหมายนั้น ได้กลับสู่ฐานะเดิมหรือมิฉนั้นก็บังคับให้การกระทำบางอย่างบางประการที่ฝ่าฝืนกฎหมายเป็นการกระทำที่ไม่มีผลสมบูรณ์ตามความประสงค์ของผู้กระทำ เช่น ให้เป็นโมฆะหรือโมฆียะซึ่งเหล่าโทษเหล่านี้ คือ เป็นโทษทางแพ่ง
ข้อสังเกต สภาพบังคับของกฎหมายบางประเทศ นั้นมีสภาพบังคับในการตัดสิทธิบางอย่างในกรณี กำหนดให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ เช่นประเทศไทย กำหนดให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ถ้าไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุอันควรที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งย่อมเสียสิทธิที่กฎหมายบัญญัติ ได้แก่ เสียสิทธิในการเสนอร่างกฎหมาย สิทธิในการเข้าชื่อให้วุฒิสภาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญเป็นต้น
4. กฎหมายกับกฎเกณฑ์ความประพฤติของมนุษย์ในสังคมประเภทอื่น
กฎหมาย(กฎหมายตามเนื้อความ)ต่างไปจากกฎเกณฑ์ความประพฤติของมนุษย์ในสังคมประเภทอื่นๆ คือ ศีลธรรม ศาสนา และจารีประเพณี
ความแตกต่างระหว่างกฎหมายกับข้อกำหนดแบบแผนความประพฤติมนุษย์ในสังคมประเภทอื่น
คือ
4.1 กฎหมายกับศีลธรรม
ศีลธรรม คือ ความรู้สึกภายในจิตใจของมนุษย์ว่าการกระทำนั้นผิดหรือถูกอย่างไร
4.1.1 ความคล้ายคลึงระหว่างกฎหมายกับศีลธรรม
กฎหมายกับศีลธรรมจึงมีความคล้ายคลึงกันในข้อที่ว่า ต่างกำหนดข้อบังคับแห่งความประพฤติด้วยกันคือมีจิตใจหรือความรู้สึกที่จะกระทำการหรือไม่กระทำการใดๆเหมือนๆกัน
4.1.2 ความแตกต่างระหว่างกฎหมายกับศีลธรรม
1. กฎหมายเป็นข้อบังคับของรัฐ แต่ศีลธรรมเป็นความรู้สึกที่เกิดจากจิตใจของมนุษย์แต่ละคน
2. กฎหมายกำหนดความประพฤติภายนอกของมนุษย์ที่แสดงออกมาให้เห็น แต่ศีลธรรมเป็น
เพียงแต่คิดในทางไม่ชอบก็ผิดศีลธรรมแล้ว
3. ข้อบังคับของกฎหมายกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นส่วนใหญ่ ส่วนศีลธรรมนั้นไม่ได้มี
การกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด
4. กฎหมายนั้นถ้าผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับโทษ แต่ศีลธรรมนั้นผู้ที่มีความรู้สึกนึกคิดของคนๆนั้นไป
โดยเฉพาะเป็นแต่เพียงกระทบจิตใจมากน้อยเพียงใดเท่านั้น
4.1.3 ความเกี่ยวพันระหว่างกฎหมายกับศีลธรรม
1. ศีลธรรมกับกฎหมายมีอิทธิพลต่อกันมาก เช่น การที่มีศีลธรรมสูงเป็นที่เชื่อได้ว่าไม่เคยฝ่า
ฝืนกฎหมายแต่อย่างใด ในทางกลับกันคนที่ไม่มีศีลธรรมกฎหมายก็จะช่วยยกฐานะให้คนๆนั้นมีศีลธรรมดีขึ้น เช่น การลักเล็กขโมยน้อยกฎหมายก็ให้ติดคุกเมื่อออกมาแล้วมีศีลธรรมสูงไม่กล้าลักขโมยอีต่อไป
2.ศีลธรรมกับกฎหมายอาจเป็นศัตรูกันได้เช่นกฎหมายอาจบังคับให้มนุษย์งดเว้นกระทำการ
ซึ่งศีลธรรมบังคับให้กระทำเช่น การเบิกความเท็จต่อศาลซึ่งกฎหมายลงโทษแต่ความจริงแล้วการกระทำนั้นกระทำลงไปเพื่อช่วยเหลือผู้มีอุปการะคุณต่อตน
4.2 กฎหมายกับศาสนา
ศาสนา คือ กฎข้อบังคับที่ผู้นำของศาสนาต่างๆกำหนดขึ้นไว้ให้มนุษย์ประพฤติปฏิบัติแต่ความดี
4.2.1 ความคล้ายคลึงระหว่างกฎหมายกับศาสนา
กฎหมายกับศาสนานั้นมีความคล้ายคลึง คือ ทั้งศาสนาและกฎหมายต่างก็กำหนดความประพฤติของมนุษย์เหมือนกันถ้าผู้ใดฝ่าฝืนก็จะกลายเป็นคนชั่วหรือได้รับผลร้ายตามมา
4.2.2 ความแตกต่างระหว่างกฎหมายกับศาสนา
กฎหมายกับศาสนา คือ ในทางกฎหมายนั้นถ้าผู้ใดฝ่าฝืนก็จะมีสภาพบังคับ(Sanction)เกิดขึ้นทันที เช่นสภาพบังคับทางอาญา มีโทษ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ริบทรัพย์สิน และปรับ หรือสภาพบังคับทางแพ่ง ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ส่วนทางด้านศาสนาสภาพบังคับหรือผลที่ตามมานั้นอยู่ที่ชาติหน้าหรือภายภาคหน้าไม่ได้เกิดทันทีเหมือนกฎมาย
4.2.3 ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับศาสนา
กฎหมายและศาสนามีความสัมพันธ์ต่อกันดังนี้ คือ
1. กฎหมายและศาสนาต่างมีอิทธิพลต่อกันและกัน กล่าวคือ ถ้ากฎหมายมีข้อบังคับที่ดีย่อม
เป็นการส่งเสริมศาสนาไปด้วยในตัว ส่วนศาสนาที่ดีย่อมทำให้รัฐออกกฎหมายที่ดีได้คือ กฎหมายต้องมาจากธรรม ต้องชอบธรรมและเพื่อธรรม พลเมืองที่นับถือศาสนาอย่างเคร่งครัดย่อมจะเป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อยและยอมตนปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐโดยไม่คิดหลีกเลี่ยง
2. กฎหมายและศาสนาย่อมคำนึงถึงซึ่งกันและกัน กล่าวคือ กฎหมายก็ต้องคุ้มครองศาสนา
เช่น การให้หลักประกันเสรีภาพในการนับถือศาสนาและเสรีภาพในการปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อของตน ส่วนศาสนาก็ต้องคำนึงถึงกฎหมาย และสั่งสอนให้บุคคลปฏิบัติตามกฎหมายเช่นเดียวกัน ศาสนาย่อมกำหนดข้อห้ามจิตใจของมนุษย์ เช่น ห้ามไม่ให้มนุษย์คิดร้ายต่อผู้อื่น สอนให้คนทำความดีคือปฏิบัติตามกฎหมาย
4.3 กฎหมายกับจารีตประเพณี
จารีตประเพณี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์ปฏิบัติต่อเนื่องกันมาเวลาช้านานทำให้เป็นที่ยอมรับนับถือคนของคนในท้องถิ่น ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ควบคุมความประพฤติภายนอกของมนุษย์เท่านั้น เช่น การพูด การแต่งตัว ตลอดถึงวัฒนธรรมต่างๆ ซึ่งอาจแตกต่างกันไปแต่ละท้องถิ่น
4.3.1 ความคล้ายคลึงระหว่างกฎหมายกับจารีตประเพณี
กฎหมายและจารีตประเพณีต่างเป็นข้อบังคับกำหนดความประพฤติภายนอกของมนุษย์ให้เป็นแบบเดียวกันและอยู่ร่วมกันด้วยดี
4.3.2 ความแตกต่างระหว่างกฎหมายกับจารีตประเพณี
1. กฎหมายนั้น ผู้มีอำนาจในรัฐเป็นผู้บัญญัติและบังคับใช้แก่ทุกคนในรัฐ แต่จารีตประเพณี
เป็นข้อบังคับเฉพาะของสังคมบางหมู่คณะที่เห็นดีเห็นชอบเท่านั้น
2. กฎหมายเป็นข้อบังคับสำหรับความประพฤติของมนุษย์เพียงบางอย่างเท่านั้น แต่จารีต
ประเพณีควบคุมการดำรงชีวิตของมนุษย์ทั้งหมด
3. การกระทำความผิดกฎหมายย่อมได้รับผลร้ายหรือถูกลงโทษ ทั้งในทางอาญา ทางแพ่ง แต่
จารีตประเพณีไม่มีผลบังคับอย่างกฎหมาย โดยปฏิบัติตามก็ได้ ไม่ปฏิบัติตามก็ได้ ไม่มีสภาพบังคับ ผู้ไม่ปฏิบัติตามจารีตประเพณีจะได้รับผลร้ายทางสังคม คือ ได้รับการตำหนิติเตียนจากสังคมเท่านั้น
1.3.3 ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับจารีตประเพณี
จารีตประเพณียังมีส่วนสัมพันธ์กับกฎหมายหลายประการทั้งในทางดีและไม่ดี ดังนี้
1. กฎหมายย่อมได้รับอิทธิพลจากจารีตประเพณี เพราะมีจารีตประเพณีกฎหมายจึงได้
บัญญัติไว้เป็นกฎหมายได้อย่างเหมาะสมและเป็นไปตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆจารีตประเพณีจึงมีส่วนสำคัญในการเสริมการบังคับใช้กฎหมาย เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนปฏิบัติอยู่แล้ว
2. กฎหมายเกี่ยวพันกับจารีตประเพณีในบางเรื่องและจารีตประเพณีย่อมไม่ขัดต่อกฎหมาย
เพราะถ้าขัดแย้งแล้ว จารีตประเพณีอาจถูกขัดขวางและต้องยกเลิกไปในที่สุด
แต่อย่างไรก็ตามกฎมายกับจารีตประเพณีต่างเป็นศัตรูกัน เช่น กฎหมายห้ามไม่ให้กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่ง
จารีตประเพณีให้ทำได้ คือ ประเพณีผู้หญิงต้องล้างเท้าให้สามีก่อนขึ้นบ้านทางภาคเหนือของไทยซึ่งกฎหมาย
ให้เลิกเสีย เป็นต้น
หนังสือและเอกสารอ่านประกอบเพิ่มเติม
หยุด แสงอุทัย “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป” กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์ประกายพรึก,พิมพ์ครั้งที่ 15 ,2545
ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ “กฎหมายเบื้องต้นทางธุรกิจ” กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2541
ลักษณะของกฎหมาย 在 sittikorn saksang Facebook 八卦
เรียนผู้ที่สนใจเวปเพจ sittikorn saksang ผมมีโครงการที่จะเขียนหนังสือ ขึ้นมาอีกเรื่อง หนึ่ง คือ
"เครื่องมือของรัฐที่สำคัญในการควบคุมสังคมไทย : กฎหมาย?"
เพื่อต้องการพิสูจน์ว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือในการควบคุมสังคมที่สำคัญของรัฐจริงหรือไม่ กฎหมายที่เป็นกฎกติกา ต้องมาจากประชาชนที่ส่งตัวแทนไปออกกฎหมายเสมอไปหรือไม่ และเป็นกฎหมายที่ดีที่สุดหรือไม่ แล้วเราควรจะเคารพกฎหมายเสมอไปหรือไม่ นี่คือ คำถามที่ต้องการค้นหาและหาคำตอบของหนังสือเล่มนี้ การค้นหานั้นอาจจะมาจากการนำบทความที่ได้ผมเขียนตีพิมพ์ในวารสารวิชาการต่างๆ นำมาวิเคราะห์สังเคราะห์รวมเป็นรูปเล่ม
โดยมีโครงสร้าง ประกอบด้วย
บทที่ 1 กฎหมาย
1.ความหมายของกฎหมาย
2.ลักษณะของกฎหมาย
3.ความสำคัญของกฎหมาย
บทที่ 2 ที่มาของกฎหมาย
1.กฎหมายที่มาจากการสร้างหรือบัญญัติขึ้นมาจากคนส่วนใหญ่จากความยินยอมของประชาชน
2.กฎหมายที่มาจากการสร้างหรือบัญญัติจากรัฏฐาธิปัตย์
3.กฎหมายที่มาจากการใช้การตีความของศาล
บทที่ 3 กฎหมายเป็นเครื่องมือควบคุมสังคม
1.กฎหมายเป็นเครื่องมือที่เป็นเงื่อนไขทางเศรศฐกิจควบคุมสังคม
2.กฎหมายเป็นเครื่องคุมสังคมเพื่อประโยชน์สาธารณะกับคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
บทที่ 4 กฎหมายกับความยุติธรรมภายใต้การปกครองแบบนิติรัฐที่ยึดหลักนิติธรรมซึ่งต้องสอดคล้องศีลธรรม
1.การควบคุมศีลธรรมโดยกฎหมาย
2.กฎหมายกับความยุติธรรม
3.การปกครองแบบนิติรัฐที่ยึดหลักนิติธรรม
บทที่ 5 การเคารพและการไม่เคารพเชื่อฟังกฎหมาย
1.การเคารพเชื่อฟังกฎหมาย
2.การไม่เคารพเชื่อฟังกฎหมาย
3.ผลของการเคารพและไม่เคารพกฎหมาย
ผมขอความคิดเห็นว่า มีประโยชน์หรือไม่ โดยเสนอแนะ ในเวปเพจนี้ เพื่อที่ผมจะได้มีแนวที่จะปรับปรุง ครับ
ด้วยเคารพ
ลักษณะของกฎหมาย 在 วิชาสังคมศึกษา ม.4 | ความหมายและความสำคัญของกฎหมาย 的八卦
กฎหมาย หมายถึง ข้อกำหนดที่ผู้มีอำนาจตราขึ้นเพื่อใช้บังคับบุคคลให้ปฏิบัติตามเป็นการทั่วไป และถูกบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกัน แต่ กฎหมาย มี ลักษณะ ... ... <看更多>